บทความพัฒนาตนเอง เรียนภาษาให้เก่ง ทำได้อย่างไร

เรียนภาษาให้เก่ง,เรียนภาษา

มนุษย์เราคิดค้นภาษาขึ้นมาก็เพื่อใช้ในการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน มนุษย์จะไม่เข้าใจกันหากขาดการสื่อสารด้วยภาษา ไม่ว่าทางวาจา หรือภาษากาย ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่มนุษย์ทุกคนต้องเรียนรู้ เราเกิดจากท้องแม่มา เราก็เริ่มเรียนรู้ภาษาทางกายเพื่อสื่อสารกับผู้เป็นแม่ เพื่อให้แม่รับรู้ความต้องการและความรู้สึกของเรา เมื่อโตขึ้นเราก็ได้เรียนรู้ภาษาพูด เพื่อฝึกสื่อสารให้คนอื่นได้เข้าใจความหมายในสิ่งที่เราต้องการสื่อหรือแม้แต่สื่อสารกับตนเอง จะเห็นได้ว่าภาษานั้นมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์เราทุกคน ความฉลาดทางด้านภาษาถือได้ว่าเป็นทักษะที่มีประโยชน์ต่อทุกคนสาขาอาชีพ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า เราใช้ภาษา ซึ่งประกอบด้วย การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ในการสื่อสารกับตนเองและผู้อื่น ทักษะด้านภาษาจึงควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะของผู้ที่มี ความสามารถด้านการ เรียนภาษาให้เก่ง

ผู้ที่มีความฉลาดด้านภาษา เป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านการอ่าน การเขียน รวมถึงการสื่อสารด้วนการฟังและการพูด มักจะมีความสุขในการใช้ภาษา สามารถพูดได้หลายภาษา ใช้ภาษาอย่างสละสลวย พูดได้น่าฟัง สามารถทำให้คนอื่นคล้อยตามได้ ผู้ฉลาดทางด้านภาษาบางคนชอบการเขียน สามารถเขียนเล่าเรื่องราวเป็นตัวอักษรได้อย่างน่าติดตาม แต่งกลอนได้ดี และชอบอ่านหนังสือ กลุ่มคนที่มีความฉลาดทางด้านภาษา ได้แก่ นักเขียน นักกวี หนังสือพิมพ์ นักการทูต นักการเมือง นักพูด เช่น อับบราฮัม ลินคอน เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ เป็นต้น

คุณล่ะมีความสามารถทางด้านภาษาบ้างหรือป่าว?

  • คุณทำคะแนนได้ดีในวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคม ประวัติศาสตร์ มากกว่าวิชาคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์
  • คุณชอบขีดๆ เขียนๆ เขียนไดอารี เขียนบันทึก เขียนนิยาย เขียนบล็อกในเว็บไซต์
  • มีคนเคยบอกว่าคุณเป็นคนตลก หรือพูดเก่ง เจ้าสำบัดสำนวน
  • คุณสามารถอธิบายความหมายของคำ อธิบายสิ่งต่างๆ ให้เห็นภาพได้ชัดเจน
  • คุณชอบเล่นเกมต่อคำ เกมอักษรไขว้ หรือสแคร็บเบิล
  • คุณชอบอ่านหนังสือ ฟังวิทยุ ฟังเพลง มากกว่าการดูทีวี
  • คุณชอบพูดคุยถึงเรื่องหนังสือที่คุณอ่านในระหว่างที่คุณสนทนากับคนอื่น
  • คุณสนุกกับการเล่นคำ การผวนคำ การเล่าเรื่อง
  • คุณชอบอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ป้ายโฆษณาตามท้องถนน หรือแม้แต่ฉลากข้างกล่อง
  • คุณสามารถเขียนเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรหรือเล่าปากเปล่าได้อย่างสบายมาก
  • คุณสามารถเล่าเรื่องให้น่าสนใจ ชวนติดตาม
  • คุณสามารถแต่งนิยายเขียนหนังสือได้
  • คุณชอบแสดงความคิดเห็นและสามารถโต้แย้งในเรื่องต่างๆ
  • คุณชอบที่จะเรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ และไม่กลัวที่จะสื่อสารกับคนต่างชาติ

ถ้าคุณเลือกมากกว่าครึ่ง

แสดงว่าคุณมีความสามารถทางด้านภาษา

ไม่น้อยรอเพียงแค่การพัฒนาต่อยอดเพื่อให้

คุณสามารถใช้ภาษาได้อย่างเชี่ยวชาญขึ้น สำหรับ

คนที่มีความสามารถทางด้านภาษาน้อย ไม่ได้หมาย

ความว่าคุณจะพัฒนาภาษาไม่ได้ คุณสามารถ

ปรับปรุงทักษะด้านภาษาของคุณให้ดีขึ้น

ได้เช่นกัน ผมมีคำแนะนำดีๆ มาฝาก

สำหรับทุกคนในหน้าถัดไปครับ

วิธี การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง เพื่อทำให้คุณเป็นคนฉลาดกว่าคนอื่น

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง,การสร้างความเชื่อมั่น,ความเชื่อมั่น

วิธี การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง ในศักยภาพสมองของตน

      การที่จะเป็นคนฉลาดได้ คุณจำเป็นต้องเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อว่าตนเองสามารถเป็นคนที่ฉลาดได้ สร้างความเชื่อว่าตนเองเป็นคนเก่งสามารถทำอะไรตามที่ใจปรารถนาได้ทุกประการ การสร้างความเชื่อให้สมองรับรู้ความต้องการของคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราจะทำอะไรไม่สำเร็จหากขาดความเชื่อในสิ่งที่ตนเองกำลังทำ ดังนั้น คุณจำเป็นที่จะต้องทำให้สมองของคุณเชื่อเสียก่อนว่า คุณสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการได้

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดย ปลูกฝังความเชื่อ

      การปลูกฝังความเชื่อเป็นวิธีการสร้างความเชื่อมั่นให้ตนเอง วิธีที่ดีที่สุดในการฝังความเชื่อลงในสมองของคุณคือ การพูดกับกระจก ถ้าคุณอยากจะเป็นคนเก่งให้คุณพูดกับกระจกว่า ฉันเป็นคนเก่งฉันสามารถเปลี่ยนแปลงให้ตัวเองฉลาดขึ้น บอกตนเองบ่อยๆ สักร้อยครั้งทำเป็นประจำ หลังจากนั้นคุณจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงว่าคุณเป็นคนที่ฉลาดขึ้นจริงๆ (แต่คนฉลาดไม่ใช่ดีแต่พูด ต้องรู้จักลงมือปฏิบัติด้วยถึงจะได้ผลดี)

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดย การคิดบวก

การสร้างความคิดบวกหรือมองโลกในแง่ดี เป็นความคิดที่ช่วยให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้เร็ว คิดหวังสิ่งใดก็สมหวังสมความปรารถนา คนที่รู้จักคิดบวกและไม่ค่อยกลัวอุปสรรคและความล้มเหลวเพราะต่อให้มีเรื่องเหลวร้ายแค่ไหนเข้ามาในชีวิตก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้เพราะคนคิดบวกมักจะเห็นแสงสว่างในความมืดมนเสมอ

การฝึกคิดบวก คือการฝึกคิดให้มีความสุข อย่านึกถึงแต่เรื่องของตนเองมากไป ลองมองรอบข้างด้วยจิตใจที่แบ่งปัน แล้วคุณจะมองเห็นว่าสิ่งรอบข้างสวยงามและมีความสุขมากขึ้น ที่สำคัญ ให้ขจัดคำพูดที่ไม่ดีในสมองออกไป อย่างฝังสมองในเชิงปฎิเสธด้วยคำว่า อย่า ห้าม เช่น ฉันไม่อยากเป็นคนโง่ ให้เปลี่ยนวิธีพูดเป็น ฉันต้องการเป็นคนฉลาด รู้จักคิดบวก พูดในทางบวก ก็จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ทำให้สิ่งที่คุณคิดหวังเป็นจริง

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดย ศรัทธากับสิ่งที่ทำ

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่า Everything is possible (อะไรก็เป็นไปได้) อยากจะทำอาชีพอะไรก็ทำได้ อยากจะเป็นอะไรก็เป็นได้ อยากจะรวยก็รวยได้ อยากจะเก่งก็เก่งได้ ขอให้มีสิ่งเดียวคือ ความศรัทธา มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ต้องการจะทำ มีใจรัก และความตั้งใจให้แนวแน่ว่าจะต้องทำมันให้สำเร็จ มุ่งหน้าไปยังสิ่งที่ต้องการ หาโอกาสให้กับตนเองได้เข้าไปสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น อย่าเสื่อมศรัทธากับสิ่งที่คุณเชื่อ แต่จงทำให้ถึงที่สุด ประตูแห่งความสำเร็จกำลังเปิดรอคุณอยู่

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดย ตอกย้ำ ทำซ้ำ เพื่อสร้างความคิดในจิตใจใต้สำนึก

     การทำอะไรซ้ำๆ จะเกิดเป็นความเคยชิน ถ้าหากคุณยังรู้สึกว่าไม่เชื่อมั่นในตนเอง ไม่เชื่อว่าตนเองทำได้ ให้บอกกับตนเองซ้ำๆ ในสิ่งที่คุณต้องการทำ เช่น คุณอยากเป็นคนฉลาด ให้บอกกับตนเองว่า ฉันสามารถเป็นคนฉลาดได้มากกว่า ฉันจะพัฒนาตัวเองให้ฉลาดขึ้น บอกกับตนเองซ้ำๆ วันละ 3 หน ถ้ารู้สึกว่าตนเองเริ่มโง่ ก็บอกกับตนเองด้วยประโยคเดิมๆ ด้วยการพูดเสียงดังฟังชัดและมั่นใจ เพื่อให้ตัวคุณเองเชื่อมั่นจริงๆ ว่าทำได้

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดย  ใช้สติหยุดความคิดด้านลบ

สติคือการระลึกรู้ความผิดชอบชั่วดี เมื่อมีสติเราก็สามารถคิด ทำและพูดในสิ่งที่ถูกที่ควร การมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลาจะช่วยลดความฟุ้งซ่านที่เกิดจากอารมณ์ต่างๆ เช่น อารมณ์เบื่อในการอ่านหนังสือ เมื่อเรามีสติ รู้ว่าการอ่านหนังสือไม่เป็นผลดีต่อการเรียนรู้ ก็ให้ใช้สติเป็นเครื่องมือยับยั้งความคิดลบ เป็นเครื่องเตือนให้รู้ว่า การเบื่อที่จะอ่านหนังสือนั้นจะทำให้สอบตกได้ ทำให้เรียนได้ไม่ดี นอกจากนี้สติยังเป็นเครื่องมือช่วยกระตุ้นให้ขวนขวายทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำให้เกิดความสำนึกในหน้าที่ และช่วยให้มีความละเอียดรอบคอบในการเรียนรู้หรือทำงาน

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดย ตั้งเป้าหมายในชีวิต

การตั้งเป้าหมายในชีวิตคือการวางแผนในชีวิตของตนให้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ คือการวางเป้าหมายให้ชีวิตมีความสุข มีความเจริญก้านหน้าในชีวิต คนที่รู้จักพัฒนาความก้าวหน้าต้องเป็นคนที่รู้จักวางตน ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร เป้าหมายในชีวิตต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความดีงามและความถูกต้อง พยายามเสาะแสวงหาความรู้ ความสามารถ มุ่งมั่นฝึกตนเอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตที่ตั้งไว้

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดย เอาชนะใจตนเอง

การเอาชนะใจตนเองไม่ใช้เรื่องง่าย เพราะต้องต่อสู้กับความรู้สึกภายในของตนเอง หรือจิตใจของเราที่มีความนึกคิดตลอดเวลา การคิดที่ขาดสติ ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ หรือความประมาท เป็นตันตอของปัญหาและนำไปสู่ความล้มเหลว การฝึกเอาชนะใจตนจึงเป็นสิ่งสำคัญ จึงต้องรู้จักหักห้ามใจ ฝืนใจ รู้จักจูงใจตนเองให้มีความ เช่น  ถ้ารู้สึกไม่อยากอ่านหนังสือ ก็ต้องเอาชนะใจด้วยการจูงใจให้ตนเองอ่านหนังสือ สู้กับความรู้สึกที่ไม่ดี เพื่อให้เป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นจริง

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดย เริ่มต้นกับสิ่งที่ทำให้มีความสุข

การกระตุ้นสมองให้เชื่อว่าตัวคุณเองเป็นคนเก่ง เป็นคนมีความสามารถ คือการเริ่มต้นทำในสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข เพราะความสุขทำให้เกิดความคิดในแง่บวก

ถ้าคุณประสบปัญหาในการเรียนรู้หรือในสิ่งที่คุณทำอย่างมีความสุข คุณก็จะผ่านมันไปได้ เพราะคุณทำมันด้วยใจรัก เมื่อคุณประสบความสำเร็จกับสิ่งที่คุณรัก มันก็จะกลายเป็นการเริ่มต้นในสิ่งที่ดีในการเรียนรู้สิ่งอื่นๆ ที่คุณต้องการ

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดย ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เป็นสุภาษิตที่นำมาซึ่งความสำเร็จ มนุษย์เราทุกคนมีความอยาก อยากจะเป็นโน่นอยากจะเป็นนี่ อยากเก่งเหมือนคนโน้นคนนี้ แต่นั้นก็เป็นแค่ความรู้สึกอยากเท่านั้น คุณลองเปลี่ยนความอยากให้เป็นความพยายาม พยายามในสิ่งที่คุณต้องการจะเป็น ทุ่มเทกายใจ ทำให้มันสุดความสามารถ อย่ายอมแพ้มันง่ายๆ จนกว่าคุณจะประสบความสำเร็จ

ถ้ารู้สึกท้อให้ท่องว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แล้วผลสุดท้ายความสำเร็จก็จะตามมาเอง

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดย ล้มแล้วต้องลุก

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตล้วนผ่านอุปสรรคและความล้มเหลวมาด้วยกันทั้งนั้น พระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้เป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ต้องลองผิดลองถูกในการหลายวิธีบรรลุนิพพาน ต้องผจญกับเหล่าหมู่มารกว่าจะบรรลุนิพพานได้ เราเองก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะประสบความล้มเหลว แต่ถ้ารู้จักลุกขึ้นสู้ นำสิ่งที่ผิดพลาดมาเป็นบทเรียน มองเห็นแสงสว่างในความล้มเหลวนั้น จะทำให้ประสบความสำเร็จในไม่ช้า

กำจัดจุดอ่อน จุดเริ่มต้น ของการสร้าง สมองอัจฉริยะ

การสร้าง สมองอัจฉริยะ ต้องเชื่อมั่นศักยภาพสมองของตนเอง

ก่อนที่คุณจะพัฒนาความเก่งหรือความฉลาดไปสู่ความเป็นอัจฉริยะ คุณมีความจำเป็นที่ต้องสร้างความเชื่อว่าคุณเป็นคนเก่ง คนฉลาด หรือเป็นคนอัจฉริยะ การปลูกฝังสมองของคุณให้เชื่อมั่นในศักยภาพของตน จะทำให้คุณเป็นคนมั่นใจในตนเองมากขึ้น เมื่อคุณมีความเชื่อมั่นในตนเองสมองของคุณก็จะได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นคนที่ฉลาดในที่สุด สมองของคนเรามักจะทำตามความเชื่อที่เราปลูกฝังลงไป อย่างที่เขาว่ากันว่า จิตใจนั่นมีอำนาจเหนือกาย ดั้งนั้นการที่คุณฝังความเชื่อลงไปในสมองของคุณ สมองก็จะเริ่มเชื่อตามที่คุณคิด และจะทำตามความเชื่อของคุณเอง ถ้าคุณเชื่อว่าตนเองทำไม่ได้ เชื่อว่าตนเองไม่ฉลาดความเชื่อเหล่านั้นจะถูกฝังลงไปในหัวสมอง คุณก็จะทำอะไรได้ไม่ดี หรือทำไม่ได้เลยตามที่คุณเชื่อในที่สุด แน่นอนว่าคุณไม่มีทางที่จะเป็นคนฉลาดได้ในเมื่อตัวของคุณเองยังไม่เชื่อ แล้วใครจะเชื่อคุณ

สมองอัจฉริยะ,กำจัดจุดอ่อน

กำจัดจุดอ่อน จุดเริ่มต้น ของการสร้างสมองอัจฉริยะ

มนุษย์เรานั้นมีมันสมองเท่าๆ กัน แต่สิ่งที่ทำให้สมองของแต่ละคนแตกต่างกันคือ ความคิด และประสบการณ์ เมื่อเรามีความต่างกันด้านความคิดและประสบการณ์ จึงทำให้วิธีการคิดและการใช้สมองมีความแตกต่างกันออกไปด้วย บางคนมีความเชื่อว่าตนเองไม่ฉลาด จะฝึกเท่าไรก็ไม่ฉลาด ด้วยความคิดเช่นนี้จึงทำให้คนคนนั้นขาดความมั่นใจ และไม่คิดที่จะขวนขวาย เพราะเชื่อมั่นว่าตนเองเรียนไปก็ไม่เก่ง ดังนั้นก่อนที่จะเรียนรู้วิธีพัฒนาสมองให้มีความฉลลาด เราจึงควรรู้จักวิธีการกำจัดจุดอ่อนที่เป็นอุปสรรคในการสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพสมองของเราเสียก่อน

การสร้างสมองอัจฉริยะ เอาชนะความกลัว

ความกลัวเป็นความรู้สึกนึกคิดที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสนองตอบต่อความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย และเป็นอารมณ์พื้นฐานของความรู้สึกต่างๆ เช่น ความโกรธ ความเศร้า เสียใจ ความกังวล เป็นต้น ทุกคนล้วนมีความกลัวอยู่ในตนเอง ทำให้เราพยายามหลบเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดความกลัว เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยนั่นเอง

คนเรามีความกลัวที่แตกต่างกัน มากน้อยล้วนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน บางคนกลัวจน กลัวไม่หล่อไม่สวย กลัวตาย กลัวไม่ประสบความสำเร็จ กลัวล้มเหลว กลัวขายหน้า เป็นต้น

ความกลัวเป็นความคิดในแง่ลบ การเอาชนะความกลัวได้ต้องฝึกฝนและเปลี่ยนแนวความคิด พยายามเอาชนะความคิดที่ไม่ดีในหัวให้ลดลง สิ่งแรกที่คุณต้องฝึกคือ การคิดในแง่บวก ถามตัวเองว่าเรากลัวอะไร ทำไมถึงกลัว และผลลัพธ์ที่จะตามมาคืออะไร การลองวิเคราะห์ด้วยเหตุและผลจะทำให้คุณกล้าเผชิญหน้า เริ่มแรกคุณจะรู้สึกตื่นเต้นและประหม่า แต่ถ้าเราฝึกฝนบ่อยๆ ความรู้สึกกลัว ความตื่นเต้นก็จะค่อยๆลดและหายไปเอง ถ้าความกลัวของคุณเข้าขั้นรุนแรงควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อหาวิธีการแก้ไข

การสร้างสมองอัจฉริยะ เลิกดูถูกตัวเอง

คนที่ชอบคิดว่าตัวเองโง่ ไม่เก่งเหมือนคนอื่น หัวไม่ดี มักคิดว่าตนเองต้อยต่ำกว่าคนอื่น และมองเห็นคนอื่นอยู่เหนือกว่าตน

การเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นจะทำให้ศูนย์เสียความมั่นใจเพราะมักจะคิดว่าตนเองไม่ดีพอ ไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆ ซึ่งนิสัยนี้เป็นตัวบ่อนทำลายชีวิต ความเจริญก้าวหน้าและความสุขของตนเอง

วิธีการเลิกดูถูกตัวเอลง สิ่งแรกที่ต้องทำให้ดีคือ ต้องยอมรับตนเองเสียก่อน ภูมิใจในสิ่งที่ตนเองเป็น ให้คิดว่าคนเราทุกคนย่อมมีความสามารถที่แตกต่างกัน คนอื่นมีดีในแบบของเขา คุณเองก็มีดีในแบบของคุณ และที่สำคัญ ห้ามนำตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่จงทำในสิ่งที่เชื่อ สิ่งที่รัก และเปลี่ยนแปลงความคิดของตนเอง พัฒนาตนเองทุกๆ วัน แล้วคุณจะมองเห็นว่าตนเองนั้นมีคุณค่าไม่ด้อยไปกว่าคนอื่นเลย

การสร้างสมองอัจฉริยะ สร้างแรงบันดาลใจ

แรงบันดารใจเป็นตัวกระตุ้นอย่างหนึ่ง ที่ทำให้คนเราเกิดความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเอง ใฝ่หาความรู้ พัฒนาความสามารถเพื่อให้เป็นคนที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับคนที่ขาดแรงบันดาลใจ ใช้ชีวิตแบบซ้ำซากจำเจเหมือนใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่มีพัฒนาในตนเอง คนผู้นั้นมักจะทำอะไรด้วยความหดหู่ เนื่องจากแรงบันดาลใจที่จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการใช้ชีวิตไม่มี

การสร้างแรงบันดาลใจสามารถทำได้ง่ายๆ คือทำในสิ่งที่คุณรักทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อกระตุ้นให้ตนเองพบกับสิ่งท้าทายใหม่ๆ แล้วทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ แรงบันดาลใจจากจุดเล็กๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เช่น เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสการลงแรงของคุณเพียงน้อยนิดสามารถช่วยสังคมได้และตัวคุณเองก็เกิดความภูมิใจและมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น แรงบันดาลใจที่อยากช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส จะทำให้คุณมีแรงต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค เพราะคุณยังได้เรียนรู้ว่าคนอื่นที่เขาลำบากและด้อยโอกาสกว่าคุณมากแค่ไหน

การสร้างสมองอัจฉริยะ สร้างความมั่นใจ

ความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์เรา เป็นแรงผลักดันที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน คนที่มีความมั่นใจในตนเองมักจะมองโลกในแง่ดี มีความภูมิใจในตนเอง เชื่อในความสามารถของตน ซึ่งจะช่วยเสริมบุคลิกภาพให้ดูดีตามไปด้วย

การสร้างความมั่นใจจะต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ สิ่งแรกที่ช่วยให้เกิดความมั่นใจคือ การคิดในแง่บวก พยายามปลุกจิตใต้สำนึกให้หันมาคิดในแง่ดีจากนั้นจึงค่อยๆ เริ่มทำในสิ่งที่ท้าทายทีละน้อย เช่น ถ้าคุณเป็นคนขี้อ้าย ไม่กล้าพูดคุยหรือสบตาผู้อื่น ก็ให้พูดกับตนเองต่อหน้ากระจกสักร้อยครั้งว่า  วันนี้คุณจะพูดกับคนแปลกหน้าอย่างน้อยหนึ่งคน ฝึกการยิ้ม และการสนทนา เมื่อปลุกจิตใต้สำนึกแล้ว จากนั้นให้เริ่มปฏิบัติตามที่คุณฝึกกับกระจก แล้วคุณก็จะเห็นว่ามันง่ายเกินกว่าที่คุณคิด และถ้าทำบ่อยๆ ซ้ำๆ ก็จะทำให้คุณเป็นคนที่กล้าและมีความมั่นใจมากขึ้น แต่ถ้าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล คุณจะลองปรึกษาจิตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการสร้างความมั่นใจก็ได้

การสร้างสมองอัจฉริยะ คิดอย่างมีเหตุผล

คิดอย่างมีเหตุผล เป็นการคิดในแง่ของความเป็นจริง เป็นการพัฒนาความคิดที่ก่อให้เกิดเหตุและผลมากขึ้น ซึ่งความคิดเช่นนี้ไม่ง่ายนักที่จะปฏิบัติแต่ก็ไม่ยากเกินไป ต้องใช้เวลาฝึกฝน ความคิดอย่างมีเหตุผลนั้นคาบเกี่ยวระหว่างความคิดเข้าข้างตนเองคิดและโทษตนเอง ความคิดแบบมีเหตุผลเป็นความคิดที่ไม่เข้าข้างและไม่โทษตนเอง เมื่อเกิดปัญหาหรือข้อผิดพลาด ให้หาเหตุผลว่าทำไมถึงเกิดข้อผิดพลาดนั้นขึ้น เมื่อหาเหตุผลได้ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เช่น เมื่อคุณไปเรียนขับรถ แต่คุณขับได้แย่มาก แทนที่จะเอาเวลามานั่งโทษตัวเอง ด่าว่าตัวเองว่าโง่บ้าง ไม่ได้เรื่องบ้าง ที่จริงมันเป็นเพราะคุณไม่มีประสบการณ์ต่างหาก ควรจะเอาเวลาไปฝึกขับรถ และคิดว่าการฝึกแต่ละครั้งจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าคิดอย่างมีเหตุผล

การสร้างสมองอัจฉริยะ รู้จักจุดเด่นและจุดด้อยของตน

มนุษย์ทุกคนล้วนมีจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างกันไป การเรียนรู้ตนเองเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อที่จะได้พัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและง่ายขึ้น โดยการดึงจุดเด่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์และปรับปรุงจุดด้อย แต่คนที่ขาดความเข้าใจในตนเอง ไม่รู้ว่าตนเองมีจุดดีหรือจุดด้อยตรงไหน ก็มักกังวลว่าสิ่งที่ตนทำอาจไม่ดี และมัวแต่หาข้อบกพร่องของตนเอง จับผิดจุดด้อย ทำให้ขาดความมั่นใจและขาดความสุข ดังนั้นถ้าอยากพัฒนาตนเองก็ควรที่จะรู้จักตนเองเป็นอันดับแรก ลองหากระดาษแล้วเขียนว่าคุณถนัดอะไรและไม่ถนัดอะไร สิ่งที่คุณถนัดจะสามารถพัฒนาไปทางใดได้บ้าง สิ่งที่คุณไม่ถนัดสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ดีขึ้นได้หรือไม่ การเขียนลงกระดาษจะทำให้คุณได้เห็นภาพตัวตนของคุณชัดขึ้น

การสร้างสมองอัจฉริยะ ตั้งใจและทำให้ดีที่สุด

การทำสิ่งใดด้วยความตั้งใจและทำให้ดีที่สุด ย่อมประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก คนที่ทำงานด้วยความตั้งใจย่อมทำงานได้ดีกว่าคนที่ทำงานขาดความตั้งใจ ผลงานที่ออกมาย่อมแตกต่างกัน สมองของเราเมื่อรับรู้ถึงความตั้งใจ คิดถึงแต่ความสำเร็จ ทำอะไรก็ย่อมสำเร็จตามที่คาดหวังไว้เสมอ

ทุกครั้งที่คุณจะทำอะไรก็ตามให้ใส่ความตั้งใจลงไป และตั้งใจลงมือทำ คิดบวกว่าคุณจะต้องทำให้สำเร็จ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรคุณก็จะข้ามผ่านพ้นมันไปได้ เริ่มต้นตั้งใจทำในสิ่งที่ดี และทำอย่างสุดความสามารถ แล้วสิ่งที่คุณฝันก็จะไม่ไกลเกินเอื้อม

การสร้างสมองอัจฉริยะ ยอมรับสิ่งผิดพลาดรู้จักแก้ไขและปรับปรุง

ใครๆ ในโลกนี้ย่อมเคยทำสิ่งที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะมีวิธีรับมือกับมันอย่างไร บางคนปล่อยให้ข้อผิดพลาดและคำติของผู้อื่นมีอิทธิพลต่อความคิดของตน ยิ่งถ้าคนที่ไม่มีความมั่นใจก็จะยิ่งรู้สึกแย่กับคำติมากกว่าคนอื่นๆ ทำให้ไม่กล้าที่จะริเริ่มทำอะไร เพราะกลัวว่าจะถูกตำหนิ ซึ่งความคิดแง่ลบเช่นนี้มีแต่จะยิ่งบั่นทอนความมั่นใจและการพัฒนาตนเอง

หากเป็นคนฉลาด คุณต้องรู้จักนำข้อผิดพลาด หรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่นมาเป็นเครื่องเตือนสติในการปรับปรุงแก้ไขตนเอง รู้จักรับฟังคำตำหนิ มองคำตำหนิในแง่ดี ให้คิดว่าคนอื่นติเพื่อก่อและนำคำตำหนิเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนเพื่อมาพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้นไป

การสร้างสมองอัจฉริยะ แก้ความเกียจคร้าน

ความเกียจคร้าน หรือจะเรียกว่า ความรักสบาย เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความรู้ความสามารถเรา และไม่มีประโยชน์อันใดต่อชีวิตคนขี้เกียจจะไม่เจริญก้านหน้าในการเรียน หน้าที่การงาน และไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จจากความเกียจคร้าน

วิธีการเอาชนะความเกียจคร้าน ตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ ต้องรู้จักขยันและรักษาหน้าที่ของตนเอง เช่น นักเรียนในวัยเรียนมีหน้าที่เรียนหนังสือ จะต้องรู้จักใฝ่หาความรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือติดกายไว้หาเลี้ยงชีพ ต้องขยันอ่านหนังสือ ขยันคิด ขยันหาความรู้ ตั้งใจทำอย่างจริงจัง มีความพยายามและขวนขวาย จึงจะประสบความสำเร็จด้านการศึกษา และเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพในอนาคต เช่นเดียวกับผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีหน้าที่ทำงาน ก็ควรตั้งใจทำงาน รู้จักพัฒนาหาความก้าวหน้า อย่าปล่อยนิ่งเฉยเพราะคิดว่าผ่านพ้นช่วงวัยเรียนไปแล้ว เพราะยิ่งเรียนมากก็ยิ่งฉลาดมาก

การสร้างสมองอัจฉริยะ ท้อได้แต่ห้ามถอย

การพัฒนาความรู้ความสามารถนั้นเป็นเรื่องที่ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ไม่มีใครสามารถเรียนรู้ทุกเรื่องได้ในระยะเวลาอันสั้น หรืองเพียงวันเดียว ดังนั้น การที่เราทุ่มเทในสิ่งใดก็ตาม ย่อมมีอุปสรรคและปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา เส้นทางไปสู่เส้นชัยไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอ อาจจะต้องล้มลุกคุกคลานบ้าง

ในช่วงที่ท้อแท้ ควรให้เวลาตนเองได้พักผ่อน ไปเที่ยวหรือให้รางวัลตนเองเพื่อก้าวผ่านปัญหาหรืออุปสรรค ที่สำคัญอย่าลืมบันทึกความสำเร็จของคุณลงไว้ในสมุด เพื่อเวลาที่อ่านจะทำให้คุณมีกำลังใจและภูมิใจในตนเอง

การสร้างสมองอัจฉริยะ ลงมือทำด้วยความสุขและสนุก

การทำอะไรก็ตามด้วยความสุขและสนุก ผลลัพธ์มักจะออกมาดีเสมอ อย่างน้อยจิตใจของเราก็เป็นสุขเพราะได้ทำในสิ่งที่รัก การใฝ่หาความรู้เช่นกัน ถ้าลองทำมันด้วยความรักและสนุกกับมัน การเรียนรู้ถึงแม้ว่ามันจะยากแต่ไม่เกินกำลังของคุณอย่างแน่นอน ลองค้นหาสิ่งที่คุณชอบและทำได้ดี จงทุ่มเททำมันอย่างเต็มที่ ไม่แน่คุณอาจค้นพบตัวเองในแบบที่คุณอาจไม่เคยนึกฝันมาก่อน

สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยเรียน อาจจะมีวิชาที่รู้สึกชอบและไม่ชอบวิชาที่ชอบและทำได้ดีก็จงทุ่มเทใจทำมันให้ดีที่สุด ส่วนวิชาไหนที่ยากและไม่ชอบ ลองเปิดใจกว้างเรียนรู้กับวิชาที่ตนเองไม่ชอบดู คิดว่ามันเป็นสิ่งท้าทาย ลองค้นหาวิชาที่คิดว่ายากมันยากตรงไหน แล้วแก้ปัญหาจุดที่คิดว่ายากตรงนั้น และสิ่งสำคัญขอให้สนุกกับมัน แล้วคุณจะพบว่าตนเองสามารถเรียนอย่างมีความสุขและเรียนได้ดีในทุกวิชา

การสร้างสมองอัจฉริยะ การเรียนรู้ไม่มีวันหยุด

สมองคนเรานั้นชอบเรียนรู้ การเรียนรู้จะทำให้สมองฉลาดขึ้น ตรงกันข้าม สมองที่ไม่ได้ใช้งานจะทำให้เสื่อมเร็ว แต่คนเราส่วนใหญ่เมื่อเรียนจบก็มักจะหยุดการใฝ่หาความรู้ และมักจะจำกัดความรู้ด้วยความคิดของเราเอง เรามักจะคิดว่าเรียนไปทำไมเมื่อไม่ได้ใช้งาน เรียนไปก็ทำประโยชน์ไม่ได้ ซึ่งความคิดเหล่านี้เป็นตัวปิดกั้นความสามารถของตนเอง ใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่คุณเรียนจะมีประโยชน์ในภายภาคหน้า

ลองเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณทำอยู่ เช่น หากคุณเป็นวิศวกร คุณอาจจะลองเรียนดนตรี (นักวิจัยกล่าวว่าการเรียนดนตรีช่วยพัฒนาความรู้ทางด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์) หรืองานอดิเรกใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยทำและอยากจะทำ ค่อยๆ สะสมความรู้ทีละอย่างโดยไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ขอให้เก็บความรู้แบบกว้างๆ เพื่อให้สมองได้รับข้อมูลที่หลากหลาย

การสร้างสมองอัจฉริยะ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง

สิ่งหนึ่งที่คุณควรตระหนักคือ เรามีเวลาวันละ 24 ชั่วโมง เท่าๆ กัน คุณคิดว่า ลีโอนาร์โด ดาวินซี หรืออัจฉริยะบุคคลที่มีความสามารถหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น นักวาดภาพ นักออกแบบ นักดนตรี นักคณิตศาสตร์ มีเวลามากกว่าคุณหรืออย่างไร ถ้ารีโอนาร์โด อ้างว่าเขาไม่มีเวลา เขาคงไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อโลกมากขนาดนี้ คุณไม่จำเป็นต้องเก่งทุกด้าน รอบรู้ทุกเรื่องอย่างดาวินซี เพียงแต่เลิกอ้างว่าไม่มีเวลา และไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

เจาะจงระบุเวลาที่แน่นอนไปเลยว่าคุณจะทำในสิ่งที่คุณมีความรู้และความสุข แล้วคุณก็จะพยายามปรับตารางชีวิตเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่คุณต้องการเอง เช่น ถ้าคิดอยากจะทำอาหาร ให้กำหนดว่าวันเสาร์ตอนเย็นเป็นเวลาทำอาหาร แล้ววันเสาร์คุณจะต้องจัดการเวลาให้แก่การเรียนทำอาหารในตอนเย็น เมื่อคุณจัดตารางได้ลงตัว ครั้งต่อๆ ไปคิดอยากจะเรียนอะไรเพิ่มเติม คุณก็สามารถจัดแบ่งเวลาได้อย่างแน่นอน

การสร้างสมองอัจฉริยะ ปรึกษาผู้รู้

ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสมองอย่างหนึ่งคือ ไม่กล้าถาม หรือปรึกษาผู้รู้ เด็กนักเรียนไทยส่วนใหญ่เมื่อมีข้อสงสัยหรือคำถามมักจะไม่กล้ายกมือขึ้นถามครู เพราะกลัวถูกนักเรียนคนอื่นตราหน้าว่าเป็นคนโง่ ซึ่งความคิดเช่นนี้เป็นความคิดของคนที่ไม่ฉลาดเท่าไรนัก เพราะมันเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ ทำให้ข้อสงสัยไม่ได้รับคำตอบ

ยกตัวอย่างนักเรียนในต่างประเทศ นักเรียนส่วนใหญ่จะเตรียมบทเรียนล่วงหน้า และนำข้อสงสัย คำถามมาแย้งกันในห้องเรียน เมื่อมีใครสงสัยหรือตามไม่ทันก็จะยกมือขึ้นถามทันที เด็กเหล่านี้ถูกสอนให้ไม่ปล่อยคำถามให้ค้างคาใจ เมื่อสงสัยก็จะถามทันที เพราะอาจไม่ถามก็อาจจะทำให้ลืมได้ ดังนั้นถ้าหากมีคำถามระหว่างเรียนควรถามคุณครู หรือเพื่อนที่เก่งกว่า จะช่วยทำให้มีความรู้มากขึ้นด้วยและไม่เพียงแต่เด็กนักเรียนเท่านั้น ผู้ใหญ่วัยทำงานก็สามารถนำวิธีการนี้ไปใช้ได้ด้วยเช่นกัน ถ้าคุณมีปัญหาที่แก้ไม่ตก หรือต้องการคำปรึกษา การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆได้ง่ายขึ้น และสมองของคุณจะมองเห็นหนทางการแก้ไขมากกว่าหนึ่งวิธี เป็นการทำให้สมองเห็นมุมมองความคิดที่แตกต่างออกไป

วิธีการเรียนให้เก่ง ขึ้น ฉลาดขึ้น

วิธีการเรียนให้เก่ง,วิธีการเรียนเก่ง

วิธีการเรียนให้เก่ง อย่างมีประสิทธิภาพเป็นการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้สูงสุด

การเรียนแบบนี้จะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้อย่างรู้ลึก รู้กว้าง รู้รอบ และรู้ไกล จนกลายเป็นผู้ที่มีความฉลาดรอบรู้ หรือที่เรียกกันว่า “พหูสูต” การเป็นพหูสูต ใครๆก็สามารถเป็นได้ หากรู้จักวิธีการเรียนรู้อย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีการเรียนรู้ แบบพหูสูตเพื่อให้การเรียนของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นมีวิธีการดังต่อไปนี้

วิธีการเรียนให้เก่ง ต้อง ปูพื้นฐานการเรียนที่ดี

การปูพื้นฐานการเรียนที่ดีคือ การรู้จักฝึกฝนตนให้เป็นคนที่ใฝ่หาความรู้ รักการอ่านหนังสือ รู้จักคิด รู้จักพัฒนาตนเอง หาความก้านหน้าในชีวิต มีความอดทน ขยัน แน่วแน่ และรู้จักวางแผนจัดการชีวิตของตนเอง บางคนอาจจะไม่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียน แต่ความรู้มิใช่หาได้แต่เพียงในโรงเรียนเท่านั้น คนไม่ได้เรียนในระบบโรงเรียน อาจจะมีความรู้เท่าหรือมากกว่าผู้ที่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนเสียอีก เพราะความใฝ่รู้ช่วยให้คนประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

วิธีการเรียนให้เก่ง ต้อง รู้หน้าที่ มีวินัย และความรับผิดชอบ

คนที่จะเป็นคนฉลาดรอบรู้จะต้องเป็นคนที่รู้จักหน้าที่ตนเองเมื่อรู้ว่าตนเองเป็นนักเรียน ก็ควรศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ ตั้งใจเรียนอย่างสุดความสามารถ และรู้จักค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ

นอกจากรู้หน้าที่แล้วควรจะมีวินัยและความรับผิดชอบสามารถควบคุมความประพฤติของตนเองให้ทำในสิ่งที่ควรกระตือรือร้นที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง

วิธีการเรียนให้เก่ง ต้อง ตั้งเป้าหมายในการเรียน

การตั้งเป้าหมายในการเรียน เป็นพื้นฐานในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าในชีวิต และการสร้างความสุขในอนาคต คุณลองตั้งคำถามว่า คุณอยากจะเรียนอะไร เรียนเพื่ออะไร ทำไมถึงอยากเรียนสิ่งนั้น

เมื่อหาคำตอบให้ตนเองได้แล้ว คุณจะสามารถแสวงหาความรู้พัฒนาความสามารถ พากเพียรพยายามมาให้ได้ถึงสิ่งที่ตั้งเป้าไว้ เช่นคุณอยากจะเป็นวิศวกร คุณก็ต้องเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ การที่จะเป็นวิศวกรที่เก่งจะต้องรู้จักฝึกฝนตนเอง ฝึกฝนวิชาต่างๆ โดยเฉพาะวิชาคำนวณ รู้จักสร้างสรรค์ มีจินตนาการ เป็นต้น

วิธีการเรียนให้เก่ง ต้อง เรียนด้วยสติและสมาธิ

การเรียนเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเรียนสูงสุด ต้องอาศัยทั้งสติและสมาธิเป็นที่ตั้ง การมีสติคือการควบคุมจิตใจให้อยู่กับสิ่งที่ตนกำลังทำ มีความตั้งใจแน่วแน่ รู้ว่ากำลังทำอะไร และขจัดความคิดที่ไม่ต้องการออกไป เพื่อให้เกิดสมาธิ หรือการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อเกิดสมาธิ ปัญญาก็จะตามมา คือสามารถรับรู้ และคิดตามจนเกิดเป็นความเข้าใจ สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้

การเรียนที่ขาดสติจะทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน คิดถึงแต่เรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนกำลังเรียน เมื่อขาดสติ ย่อมขาดสมาธิ และไร้ซึ่งปัญญา หากอยากเป็นคนที่เรียนเก่งเรียนดีจะต้องรู้จักฝึกการมีสติและสมาธิอยู่เสมอ

วิธีการเรียนให้เก่ง ต้อง ค่อยๆ เรียนรู้ ทำซ้ำ และลงมือทำ

เคล็ดลับที่จะช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นคือ การเรียนรู้แบบสะสม การตอกย้ำทำซ้ำ และลงมือทำให้เสร็จ

การอ่านหนังสือควรอ่านแบบสะสมองค์ความรู้ ไม่ใช่โหมอ่านก่อนสอบ และต้องรู้จักทบทวนตำรับตำรา ทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เรียนแล้วต้องนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่าเป็นนักเรียนที่เก่งเพียงแต่ตำรา แต่จงเป็นคนที่เก่งทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติด้วย

วิธีการเรียนให้เก่ง ต้อง ศึกษาด้วยตนเอง

ระบบการเรียนการสอนในเมืองไทย คุณครูมีหน้าที่ป้อนความรู้ให้ผู้เรียนแต่เพียงฝ่ายเดียว ทำให้ผู้เรียนเกิดความเคยตัว ไม่รู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง เพียงแต่มานั่งในห้องเรียนแล้วเอาความรู้จากผู้เป็นครูเท่านั้น วิธีการเรียนแบบนี้จำกัดความคิดและการเรียนรู้อย่างมากเพราะผู้เรียนจะคิดเองไม่เป็น

ดั้งนั้นหากคุณอยากเป็นนักเรียนที่มีคุณภาพ จะต้องรู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ต้องฝึกสังเกต จดจำ และบันทึก หากไม่เข้าใจอะไรจึงค่อยมาถามครู หรือค้นคว้าตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ

วิธีการเรียนให้เก่ง ต้อง เข้าใจแจ่มแจ้ง

การเรียนแบบเข้าใจแจ่มแจ้ง คือการทำความเข้าใจในบทเรียนแบบทะลุปรุโปร่งจนสามารถนำไปปฏิบัติได้ การจะเรียนให้เข้าใจต้องตั้งใจฟัง ตั้งใจจำ จับสาระสำคัญให้ได้ รู้จักท่องและคิดหาเหตุผลตามหากเกิดข้อสงสัย อย่างละทิ้ง ให้ซักถามหรือหาข้อมูลจนกว่าข้อสงสัยจะคลี่คลายลง ต้องเรียนให้เข้าใจให้จงได้ ถ้ายิ่งวิชายากๆ ยิ่งต้องใส่ใจให้มากขึ้น

เมื่อเข้าใจจนแจ่มแจ้งแล้วจึงเริ่มต้นเรียนบทเรียนใหม่ต่อไป เมื่อเราสามารถทำความเข้าใจทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติผลสุดท้ายเราก็จะสอบได้คะแนนดี

วิธีการเรียนให้เก่ง ต้อง เรียนรู้จากข้อผิดพลาด

ถ้าต้องการจะเป็นคนเรียนเก่งจะต้องรู้จักนำข้อผิดพลาดของตนเองมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุ จงเรียนเพราะว่าคุณอยากรู้จริงๆ และต้องการพัฒนาตัวเอง รู้จักเรียนรู้จากสิ่งผิดพลาดนั้นๆ เช่น กรณีที่คุณทำการบ้านผิด ให้คุณนำการบ้านที่ผิดนั้นมาพิจารณาว่าเกิดความผิดพลาดจากตรงไหน และหาวิธีแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำสอง ถ้ายังผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก นั่นหมายความว่าคุณขากการเอาใจใส่ ไม่รู้จักปรับปรุงตัวเอง หากรู้จักนำข้อบกพร่องมาแก้ไขปรับปรุงมันจะกลายเป็นบทเรียนที่มีค่าที่ช่วยให้คุณเรียนและจำได้ดีขึ้น

วิธีการเรียนให้เก่ง ต้อง หาความรู้นอกห้องเรียน นอกตำรา

แนวความคิดในการเรียนการสอนในโรงเรียน มหาวิทยาลัย เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนได้รู้จักคิดเองเป็น รู้จักลงมือปฏิบัติได้จริง ไม่ใช้เป็นการเรียนที่ครูบอกซ้ำไปซ้ำมา หรือทำตามที่หนังสือบอกเอาไว้ อย่าจำกัดตัวเองด้วยการเรียนในห้องเรียนหรือในตำรา ความรู้นั้นอยู่รอบตัวเรา คุณจะต้องใฝ่รู้ถึงจะเป็นผู้รอบรู้ ลองหาวิธีไปเดินเล่นที่พิพิธภัณฑ์ หรือห้องสมุดแห่งชาติ หรือหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต หอดูดาว เป็นต้น เพื่อขยายองค์ความรู้ของคุณให้กว้างขึ้น

วิธีการเรียนให้เก่งเกรด ต้อง ไม่ใช่คำตอบของการเรียน

ผลการเรียนเป็นแรงจูงใจสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ ทุกคนอยากได้เกรด A หรือเกรด 4 ด้วยกันทั้งนั้น แต่เกรดนั้นไม่ได้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต มันเป็นเพียงตัวเลขที่วัดประสิทธิภาพหรือการเอาใจใส่ในการเรียนของคุณเท่านั้น ไม่ได้เป็นตัวชี้ว่าคุณโง่ หรือคุณล้มเหลว

ลองเปลี่ยนแรงจูงใจเรื่องเกรดมาเป็นความคิดที่ว่า สิ่งที่คุณเรียนนั้นจะทำให้คุณมีความรู้มากขึ้น ด้วยการเรียนในสิ่งที่ทำให้คุณมีความรู้เพิ่มจะทำให้คุณฉลาดขึ้น มีวิสันทัศน์หรือมุมมองใหม่ๆ เมื่อคุณมีแรงจูงใจในสิ่งที่คุณเรียน คุณก็จะทำข้อสอบได้ เมื่อทำข้อสอบได้ผลการเรียนของคุณก็จะดีตามมาเอง

วิธีการเรียนให้เก่ง ต้อง เรียนแบบฉลาด

เรียนแบบฉลาดคือ การเรียนที่รู้จักแบ่งเวลา หลังจากที่ตั้งใจเรียนที่โรงเรียนมาตลอดทั้งวัน เมื่อกลับถึงบ้านให้หาเวลาทำการบ้าน ทบทวนตำราให้เสร็จสิ้น เพื่อที่จะนำเวลาที่เหลือไปทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อีก

นักเรียนที่มีคุณภาพไม่จำเป็นต้องนั่งทำการบ้านหรือทบทวนตำราจนดึกดื่นจนไม่ได้เป็นอันทำอะไร นักเรียนที่มีคุณภาพต้องรู้จักแบ่งเวลา เวลาไหนควรเรียน เวลาไหนควรเล่น การเรียนแบบนี้ถึงจะเรียกว่าการเรียนแบบฉลาด

วิธีการเรียนให้เก่ง ต้อง ทำเรื่องเรียนให้เป็นเรื่องสนุก

การเรียนให้มีประสิทธิภาพต้องรู้จักคิดบวก อย่าคิดว่าการเรียนเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่ให้คิดว่าการเรียนเป็นเรื่องสนุก  เมื่อสนุกกับการเรียนก็จะทำให้เรียนอย่างมีความสุข ผลการเรียนน่าพอใจ ส่วนวิชาที่ยาก คิดเสียว่ามันเป็นความท้าทาย เอาชนะวิชาที่ยากให้ได้ อะไรที่ไม่รู้ก็ทำให้มันรู้ให้เข้าใจ วิชาไหนที่น่าเบื่อไม่ยากเรียน ลองเปลี่ยนความน่าเบื่อให้เป็นความอยากรู้อยากเห็น สร้างแรงกระตุ้นให้สมองได้คิดตาม เพียงเท่านั้นเรื่องเรียนก็จะเป็นเรื่องสนุกและง่ายขึ้น

วิธีการเรียนให้เก่ง ต้อง นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินสุภาษิตที่ว่า มีความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด คนที่มีความรู้มากมายก่ายกองแต่ไม่สามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ได้ ถือว่าผู้นั้นไม่ได้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ คนที่เรียนอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องรู้จักนำความรู้ที่ตนได้ศึกษาเล่าเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ สามารถนำไปประกอบอาชีพสุจริตเพื่อเลี้ยงชีพ ทำให้ตนมีความสุขตามอัตภาพ และสามารถนำไปพัฒนาชีวิตให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป

 

[box type=”success” ]คำว่า ต้อง ที่ผมเน้นนะครับ ถ้าท่านทำได้ทุกข้อ ท่านจะเก่งขึ้นอย่างแน่นอน เพราะ คนเก่ง ไม่ควรเก่งแต่ทฤษฎี เพียงอย่างเดียว หรือเก่งแต่เพียงปฏิบัติเพียงอย่างเดียวเช่นกัน ควรเก่งทั้ง 2 แบบ ถึงจะเรียกว่าเก่งจริง

มหัศจรรย์ของพลังแห่งความ คิดบวก

คิดบวก

สำหรับหัวข้อมหัศจรรย์ของพลังแห่งความ คิดบวก

ดิฉันมีแนวคิดง่ายๆ มาฝากท่านผู้อ่าน 2 เรื่อง เพื่อให้เกิดพลังแห่งความคิดบวก ลองอ่านและฝึกคิดตามแนวทางนี้ดูนะคะ ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนไม่เชื่อลองดูสิ ได้พิสูจกับตัวเองแล้ว ทุกวันนี้ หาทางออกได้ทุกปัญหา สะบายใจขึ้นเยอะ

 

1. การ คิดบวก แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนไป

สำหรับหัวข้อมหัศจรรย์ของพลังแห่งความคิดบวก ดิฉันมีแนวคิดง่ายๆ มาฝากท่านผู้อ่าน 2 เรื่อง เพื่อให้เกิดพลังแห่งความคิดบวก ลองอ่านและฝึกคิดตามแนวทางนี้ดูนะคะ เชื่อว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น 

      ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ถ้าหากดิฉันไม่ได้ทำงาน ก็จะหาหนังสือมาอ่านเล่นพร้อมกับพักผ่อนไปในตัว มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่านแล้วนำมาปฏิบัติตาม ก็ทำให้เห็นผลได้ชัดเจนเลยก็คือ “หนังสือปลุกยักษ์ ตอนที่1 ปลุกพลังในตัวคุณ” ของคุณสิริลักษณ์ ตันศิริ ซึ่งเป็นสุดยอดโค้ชและนักพูดสร้างแรงบันดาลใจหญิงที่เก่งจริงๆ ทำให้เราได้ปลุกพลังในตัวเราที่นอนหลับใหลออกมาต่อสู้กับปัญหาภายนอกที่อาจทำให้หลายๆ คนท้อแท้ หมดหวัง เกิดความกลัวในสิ่งที่อยากทำ หรือไม่มั่นใจในตัวเอง

ทุกปัญหาที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่ดิฉันเคยเผชิญมาแล้ว หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ชีวิตฉันก็เปลี่ยนไปทันที เพราะแนวคิดดิฉันเปลี่ยนไป เหมือนคำกล่าวที่ว่า “แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนไป”

คุณ สิริลักษณ์กล่าวว่า ความคิดและความเชื่อ ก่อให้เกิด อารมณ์ความรู้สึก อารมณ์ความรู้สึก ก่อให้เกิด การกระทำ การกระทำ ก่อให้เกิด ผลลัพธ์

ความเชื่อ

ยกตัวอย่างเช่น ในสังคมหรือครอบครัวของเรามักจะปลูกฝังความเชื่อตามหลักศาสนาพุทธว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือ ทำดีได้ขึ้นสวรรค์ ทำชั่วย่อมตกนรก ความเชื่อนี้พยายามคิดทำในสิ่งที่ดี อารมณ์ก็จะดี มีพลังที่จะทำความดี ช่วยเหลือคนอื่น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความสุข ความสบายใจ

แต้ถ้าหากเราเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ดีมีถมไป พอเชื่ออย่างนี้บางคนเกิดความคิดท้อแท้ใจ ไม่ยากทำความดี การกระทำที่แสดงออกมาเลยกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว แข่งขันการชิงดีชิงเด่นเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ผลลัพธ์สุดท้ายแม้จะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือร่ำรวยขึ้นมาก็คงจะไม่มีใครให้ความเคารพหรือนับถือ

เพราะฉะนั้นความเชื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการกระทำของเรา จงสร้างความเชื่อในตัวคุณขึ้นมาใหม่ เชื่อในสิ่งที่เราอยากเป็น หรืออยากทำ โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อหรือความคิดในแง่บวก ถ้าเราฝึกมองอะไรก็ตามในแง่บวก พลังในตัวคุณจะถูกปลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาต่างๆ คุณจะเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น ไม่ท้อแท้ และมีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำอยู่

 

ตัวอย่างความเชื่อหรือความคิดในแง่บวก

  • ความผิดพลาดหาใช่ความล้มเหลวไม่ แต่เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราใกล้ความสำเร็จได้เร็วขึ้น
  • ฉันเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองและทุกคน แค่เรายังไม่ได้ดึงมันออกมาจากตัวเท่านั้นเอง
  • ถ้าการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม หรือเปลี่ยนพฤติกรรมคนอื่นมันยากเปลี่ยนตัวเองง่ายกว่าเยอะ
  • การทำความดีแม้ไม่มีใครเห็น แต่สิ่งที่ได้รับอย่างคุ้มค่าคือ ความสุขในใจเราเอง

2. การคิดบวก กับการยอมรับว่าทุกอย่างมักมี 2 ด้านที่แตกต่าง

อย่างเช่น โลกของเรามักจะให้ทั้งความมืดและความสว่าง มีทุกข์ย่อมมีสุข มีสีขาวอาจมีสีดำปะปนมาด้วย  มีคนรักก็เป็นธรรมดาที่จะมีคนชัง มีเรื่องที่รู้แต่ก็จะมีเรื่องที่เราไม่รู้อีกเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากที่จะยืนอยู่ด้านไหน ความรู้สึกเราอยู่ด้านไหน คนส่วนใหญ่มักชอบที่จะยืนอยู่ในด้านที่เราอยู่แล้วมีความสุข มีคนรักอยู่ในจุดที่เรามีความรู้ เพราะทำให้เรารู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเอง มีความสำคัญต่อคนอื่น จนบางครั้งเราอาจทำใจได้ยากหากต้องมาเจอสภาวะที่เป็นด้านตรงข้าม

หากคุณต้องยืนในด้านตรงข้ามกับสิ่งที่คุณชอบแล้วคุณจะทำอย่างไร

      ความคิดแบบง่ายๆ ที่สามารถเริ่มก่อนได้เลย นั่นคือ ทำใจยอมรับความจริง ของธรรมชาติ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบโดยไม่มีที่ติ ทุกอย่างมีจุดด้อยหรือข้อบกพร่องในตัวของมัน

ลองหลับตาแล้วนึกถึงความสามารถในตัวคุณหรือเพื่อนก็ได้ คุณมีจุดเด่นคืออะไรบ้าง จุดเด่นของคุณสามารถนำมาใช้เป็นจุดแข็งในการทำงานหรือแสดงออกซึ่งความสามารถในตัวคุณ เช่น คุณเป็นคนที่พูดเก่ง อัธยาศัยดีเข้ากับทุกคนได้ง่าย แต่จุดด้อยในตัวคุณ คือ หน้าตาไม่ดีหรือหุ้นไม่ดี หากจะเอาดีด้านเป็นพิธีกรก็คงคิดหนัก จุดด้อยตรงนี้อาจทำให้คุณท้อแท้ หมดกำลังใจ คุณท้อแท้ได้ค่ะ แต่อย่าถอย ให้คุณยอมรับจุดด้อยในตัวคุณต่อย่ายอมแพ้จงเปลี่ยนจุดด้อยให้เป็นจุดแข็ง

มีพิธีกรบางคนที่ไม่ได้สวยเลยแถมยังตัวดำด้วย แต่เพราะลักษณะเช่นนี้ทำให้คนดูชอบและจำเขาได้ง่าย หรือมีดาราตลกหลายคนเก่งด้านการแสดง แต่หน้าตาไม่ได้เรื่องเลย เขามาเอาดีด้านการเป็นตลก เพราะหน้าตาที่ไม่ได้ดูดีเลยแต่มันดูตลกทำให้คนดูชอบมาก ถ้าหากเขาไปทำศัลยกรรมให้ดูดีเหมือนดาราเกาหลีก็อาจจะไม่ดังเท่านี้ก็ได้ เพราะมันไม่ใช่เขา ไม่เป็นธรรมชาติ

ยกอีกตัวอย่างหนึ่ง เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีเพื่อนสนิท ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก็มากมายพอสมควร แต่เพราะความผิดพลาดเรื่องเล็กน้อยเพียงเรื่องเดียวความสัมพันธ์ก็มากมายพอสมควร แต่เพราะความผิดพลาดเรื่องเล็กน้อยเพียงเรื่องเดียวความสัมพันธ์ก็ถึงขั้นยุติลงได้ เพราะถ้าเปรียบเสมือนจุดดำเล็กๆ บนกระดาษสีขาว หลายคนเลือกที่จะมองจุดดำเล็กๆ มากกว่าสีขาวทั้งกระดาษ การยอมรับแล้วให้โอกาสเพื่อนของคุณได้รับรู้และแก้ไขข้อบกพร่องในตัวเอง หรือหากเขาแก้ไขไม่สำเร็จแต่คุณยอมรับได้ คุณก็จะมีเพื่อนรักคนนั้นอยู่เคียงข้างตลอดไป

กับคนรักก็เช่นกัน ดิฉันเชื่อว่าคุณมักจะเลือกรักใครสักคนซึ่งเขามีข้อดีหรือจุดเด่นที่คุณชื่นชอบ แต่อย่าลืมว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เพราะทุกคนจะมีข้อบกพร่องในตัวเอง ถ้าคุณยอบรับข้อบกพร่องเขาได้ คุณก็สามารถอยู่ร่วมกันกับเขาได้อย่างยั่งยืนและตลอดไป

ในการทำงานหัวหน้างานที่รู้ว่าลูกน้องแต่ละคนมีจุดเด่นหรือถนัดอะไรบ้าง และให้ทำงานในด้านที่แต่ละคนถนัด จะทำให้งานที่ออกมามีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้มีข้อบกพร่องอยู่บ้างแต่ถ้าได้ฝึกฝน ฝึกแก้ปัญหา จุดด้อยก็ค่อยๆ ลดลง กลายเป็นพลังให้เขามุ่งมั่นที่จะพัฒนาต่อไป แม้ตอนสัมภาษณ์งานกรรมการที่สอบคุณจะถามเสมอว่าคุณมีจุดเด่น จุดด้อยอะไร หากคุณมีวิธีที่จะแก้ปัญหากับจุดด้อยของคุณย่อมเข้าตากรรมการ แต่ถ้าตอบว่าไม่มีจุดด้อยอะไรเลย กรรมการจะเริ่มไม่เชื่อใจ หรืออาจคิดในใจว่า น่าเห็นใจที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่มีข้อบกพร่องอะไร

เวลามองตัวเองหรือคนอื่น นอกจากจะรู้จักมองหาข้อดีของตนเองหรือคนอื่นแล้ว

“ ให้มองหาข้อดีจากข้อบกพร่องด้วย

คำพูดนี้ดิฉันจำได้แม่นเลยหลังจากได้อ่านหนังสือของ หนุ่มเมืองจันท์ เรื่อง ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่

จะคล้ายกับพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส

      ตอนที่ฉันได้มีโอกาสสอนหนังสือนักศึกษาฝึกงานเป็นครั้งแรก จะบอกว่าเรื่องที่สอนก็เพิ่งมาอ่านทวนและทำความเข้าใจไม่กี่วันก่อนหน้าเอง มีนักศึกษาคนหนึ่งทำความเข้าใจบทเรียนได้ช้ากว่าคนอื่น ดิฉันอธิบายให้เขาฟังหลายรอบก็ยังไม่เข้าใจ วันต่อมาดิฉันปรับปรุงเนื้อหาใหม่ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น อธิบายแบบมีรูปภาพประกอบการสอน นักศึกษาที่เข้าใจได้ยากในวันนั้นทำให้ฉันรู้สึกเกี่ยวกับเนื้อหาที่สอนมากขึ้นจนเข้าขั้นชำนาญการก็ว่าได้

เป็นข้อดีจากข้อบกพร่องของน้องจริงๆ เพราะมันก็ทำให้ดิฉันภูมิใจที่สามารถสอนน้องนักศึกษาให้เข้าใจได้ และได้รู้มากขึ้นว่าเนื้อหาวิชาการที่อ่านแล้วเห็นแต่ตัวหนังสือเยอะๆ ก็ขี้เกียจจะอ่านอยู่แล้ว อารมณ์เหมือนเด็กอนุบาลที่อยากเห็นเป็นรูปภาพประกอบด้วยจะได้ดูน่าสนใจขึ้นมาหน่อย ยกตัวอย่างเล่มที่ดิฉันชอบ เช่น เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก ซึ่งเป็นงานเขียนของคุณวีรวัฒน์ วีรวรรณ อ่านแล้วเข้าใจง่ายดีค่ะ

2 ด้านที่แตกต่างกันอีกเรื่องหนึ่งคือคำว่า รู้ กับ ไม่รู้ ในเรื่องที่เรารู้ไม่เท่าไรหรอก แต่ที่น่ากลัวคือ เรื่องที่เราไม่รู้ต่างหาก ลองสังเกตเพื่อนร่วมงานใกล้ๆ ตัวคุณก็ได้ วันไหนที่เขาอารมณ์ไม่ดี พูดจาไม่เพราะผิดปกติ สิ่งที่เรารับรู้และสรุปง่ายๆ คือ เขาอารมณ์ไม่ดี พูดจาไม่น่าคบหาเลย อารมณ์ของเขาจะพาลโกรธคนนั้นไปอย่างรวดเร็ว แต่เรื่องที่เราไม่รู้แล้วก็ไม่กล้าเปิดปากถามเพื่อนเลยนั้นคือ ทำไมเขาถึงมาด้วยอารมณ์แบบนี้

บางที่ถ้าเรารู้สาเหตุจากที่จะโกรธเพื่อนก็อาจจะกลายเป็นให้กำลังใจ ปลอบโยนและช่วยเหลือได้ เพราะพื้นฐานแต่ละคนไม่เหมือนกันบางคนก็เปิดใจออกมาง่าย แต่บางคนก็ไม่ค่อยอยากจะบอกใครว่าตัวเองมีปัญหาอะไร เพราะเรากับเขาอาจไม่ค่อยได้สนิทกันมากถึงขั้นที่เขาอยากเปิดใจหรือไว้วางใจกันได้

ดังนั้นถ้าคุณรู้ว่าสิ่งที่คุณเห็นเป็นอย่างไร อารมณ์ไม่ดี พูดจาไม่เพราะ ก็ขอให้คิดว่าก็ยังมีสิ่งที่คุณเองยังไม่รู้อยู่เช่นเดียวกัน สิ่งที่เราไม่รู้ก็อาจเป็นสาเหตุของอารมณ์ไม่ดีที่เกิดขึ้นกับคนนั้น เขาอาจกำลังเจอมรสุมที่เลวร้ายในชีวิต หรือเพิ่งรู้อาการเจ็บป่วยของตัวเอง มีปัญหากับครอบครัว

เรื่องเหล่านี้อาจเป็นเรื่องที่คุณไม่รู้และเขาก็ไม่บอกใคร จงอย่าสรุปแล้วตัดสินโทษเขาเร็วเกินไป

ขอให้อภัยในการกระทำของคนอื่นถ้าคุณคิดว่ายังมีเรื่องที่คุณยังไม่รู้อยู่

ขอบคุณข้อมูลจาก

logoหนังสือสุขภาพดีตั้งแต่ตื่นยันนอน